ความหมายเขตการค้าเสรี

 

เขตการค้าเสรี (Free Trade Area : FTA) หมายถึง การรวมกลุ่มเศรษฐกิจลักษณะประเทศสมาชิกมี เป้าหมายจะลดภาษีศุลกากรระหว่างกันภายในกลุ่ม ให้เหลือน้อยที่สุด หรือเป็น 0% ขณะเดียวกัน สมาชิกแต่ละประเทศมีอิสระเต็มที่ เก็บอัตราภาษีศุลกากรปกติสูงกว่ากับประเทศนอกกลุ่ม เขตการค้าเสรี การซื้อขายสินค้าและบริการระหว่างประเทศภาคี ทำได้เสรี ปราศจากข้อกีดกันการค้า ทั้งที่เป็นมาตรการภาษี และไม่ใช่ภาษี ขณะเดียวกัน แต่ละประเทศสมาชิก ยังคงสามารถดำเนินนโยบายกีดกันการค้า กับประเทศนอกกลุ่มได้อิสระ
การตั้งเขตการค้าเสรีอดีต ส่วนใหญ่รวมพลังเศรษฐกิจระหว่างประเทศภูมิภาคเดียวกัน ที่เขตแดนติดต่อถึงกัน ประชาชนติดต่อค้าขายไปมาหาสู่กันเป็นเวลานาน เริ่มจากการเปิดเสรีการค้าสินค้า โดยลดภาษี และอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีเป็นหลัก ระหว่างกันภายในกลุ่ม แต่ปัจจุบัน การตั้งเขตการค้าเสรีประเทศต่างๆ แตกต่างจากเดิม กล่าวคือ ไม่จำกัดเฉพาะประเทศภูมิภาคเดียวกัน ประเทศต่างภูมิภาคก็ร่วมมือลักษณะนี้ อีกทั้งไม่จำกัดว่า ต้องทำเป็นกลุ่มประเทศ
เขตการค้าเสรีใหม่ที่ตั้ง อาจเป็นการเจรจาการค้า 2 ฝ่ายหรือทวิภาคี ที่เป็นการตกลงระหว่าง 2 ประเทศ เช่น สิงคโปร์กับนิวซีแลนด์ สิงคโปร์กับญี่ปุ่น หรือระหว่างกลุ่มประเทศกับ 1 ประเทศ เช่น อาเซียนกับจีน หรือภูมิภาคกับภูมิภาค เช่น อาเซียนกับกลุ่ม CER (Australia and New Zealand Closer Economic Relations Trade Agreement) เป็นต้น
ความร่วมมือดังกล่าว นอกจากความตกลงด้านการค้าสินค้า ยังครอบคลุมด้านบริการ การลงทุน และประสานนโยบายด้านสังคมระหว่างกันด้วย เช่น สิ่งแวดล้อม แรงงาน สิทธิมนุษยชน ความเป็นประชาธิปไตย เป็นต้น
ปัจจุบัน การตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างกันระดับทวิภาคีเกิดเพิ่มขึ้น ได้รับความสนใจจากหลายๆ ประเทศ เพื่อสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจ และต่อสู้การกีดกันทางการค้า ที่นับวันจะเพิ่มความรุนแรงขึ้น
ไทยเริ่มตั้งประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ความเข้มข้นการเจรจา ซึ่งรวมถึงจำนวนคู่ประเทศเจรจา และระดับความลึกการเจรจา เริ่มส่งผลมากขึ้นปี 2545 ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน กล่าวได้ว่า ปัจจุบัน ไทยมีการเจรจา เพื่อนำไปสู่การตั้งเขตการค้าเสรี กับประเทศคู่ค้าต่างๆ รวม 12 ประเทศ
ได้แก่ จีน อินเดีย บาห์เรน ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สหรัฐฯ ศรีลังกา บังคลาเทศ แอฟริกาใต้ เปรู บราซิล และเม็กซิโก ซึ่งจะกล่าวเฉพาะเขตการค้าเสรีระดับทวิภาคี ที่มีรูปแบบรวมกลุ่มลักษณะประเทศต่อประเทศเท่านั้น

สาเหตุการตั้ง FTA ระดับทวิภาคี

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา องค์การการค้าโลก (WTO) ประสบความล้มเหลวเจรจาการค้าหลายครั้ง โดยเฉพาะความล้มเหลวเจรจาการค้า รอบซีแอตเติล WTO ปี 2542 ทำให้การเปิดเจรจาการค้ารอบใหม่ WTO ล่าช้า เป็นแรงผลักดันประการหนึ่ง ที่ทำให้ประเทศต่างๆ พิจารณาตั้งเขตการค้าเสรีระดับทวิภาคีมากขึ้น เพื่อให้มีผลคืบหน้าเปิดเสรีเศรษฐกิจการค้าระหว่างกันเป็นรูปธรรมมากกว่าและรวดเร็วกว่า การเปิดเสรีกรอบ WTO ยังเป็นผลเนื่องจาก
การที่จีนเป็นสมาชิก WTO ทำให้ประเทศต่างๆ หวั่นเกรงศักยภาพการแข่งขันของจีน เนื่องจากจีนเป็นประเทศขนาดใหญ่ ที่จะขยายบทบาทอำนาจเศรษฐกิจได้มาก จากความได้เปรียบตลาดภายในขนาดใหญ่ ประชากรจำนวนมาก และแรงงานราคาถูก
สามารถรองรับการผลิต บริโภค และศักยภาพส่งออกสูง เมื่อจีนเป็นสมาชิก WTO จะได้รับสิทธิเท่าเทียมประเทศอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ ประเทศต่างๆ ทั้งประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา จึงต้องปรับนโยบาย และกลยุทธ์การค้าและการลงทุน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน
การตั้งเขตการค้าเสรี จะทำให้เกิดสิทธิพิเศษการค้าและการลงทุนประเทศที่ร่วม โดยไม่ขัด WTO หากปฏิบัติตามเงื่อนไข ซึ่งจะทำให้ขยายการค้า และการลงทุนระหว่างประเทศ ที่ร่วมตั้งเขตการค้าเสรี ขณะเดียวกัน ย่อมส่งผลกระทบประเทศนอกกลุ่ม ที่จะถูกกีดกันการค้า และการลงทุน จึงเป็นแรงกระตุ้นพิจารณาตั้งเขตการค้าเสรี กับประเทศอื่นด้วย
หลายประเทศใช้การตั้งเขตการค้าเสรี เป็นยุทธวิธีสร้างพันธมิตรเศรษฐกิจ และการเมือง รวมทั้งสร้างฐานขยายการค้า และการลงทุนกับประเทศ หรือกลุ่มประเทศภูมิภาคอื่นๆ ห่างไกล
นานาประเทศต่างตระหนักว่า การที่ประเทศต่างๆ รวมกันเป็นตลาดขนาดใหญ่ ใช้ทรัพยากรร่วมกัน และกระจายหน้าที่ความรับผิดชอบมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะประเทศอาณาบริเวณใกล้เคียงกัน สอดคล้องกันทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ ย่อมหนุนนำสู่พัฒนาการเศรษฐกิจแข็งแกร่ง มีประสิทธิภาพ และแข่งขันกับตลาดใหญ่ๆ ที่มีอำนาจต่อรองสูง ได้
หลักการเลือกประเทศที่จะทำการค้าเสรี เพื่อให้การพัฒนาความสัมพันธ์การค้าระหว่างประเทศไม่เสียเปรียบต่อกัน หลักการพิจารณาสำคัญ ได้แก่ สถานะประเทศคู่ค้า เช่น ขนาดและความเติบโตเศรษฐกิจ จำนวนประชากร อำนาจซื้อ รายได้ต่อจำนวนประชากร ศักยภาพการค้าและการลงทุน ควรอยู่ระดับเหมาะสม และไม่แตกต่างกันมากเกินไป
โครงสร้างผลิตและส่งออก หากโครงสร้างการส่งออกแตกต่างกัน การเปิดเสรีการค้า จะเป็นประโยชน์แลกเปลี่ยนสินค้าที่แตกต่างกัน โดยไม่เป็นการแข่งขันกันระหว่างภาคผลิตกันเอง กลุ่มประเทศสมาชิก สิ่งที่ควรประกอบการพิจารณาด้วย คือที่ตั้งประเทศ ที่จะเลือกทำเสรีการค้า ควรอยู่ภูมิภาคเดียวกัน ส่งผลการค้าขายสะดวกขึ้น อีกทั้งลดต้นทุนขนส่ง
ส่วนประเด็นอื่นๆ ที่ควรคำนึง คือผลประโยชน์ที่จะได้รับ เมื่อตั้งเขตการค้าเสรี รวมทั้งปัจจัยการเมือง แนวคิดและนโยบายการเมืองทิศทางเดียวกัน มักเป็นปัจจัยสนับสนุนประเทศ 2 ฝ่ายหันหน้าเจรจาตั้งเขตการค้าเสรีอย่างมีประสิทธิภาพ

ความคืบหน้าการตั้ง FTA ระดับทวิภาคีของไทย
การทำเขตการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับประเทศคู่ค้าต่างๆ เป็นมาตรการที่จะช่วยเปิดตลาดให้สินค้าไทย ซึ่งถือเป็นการดำเนินการเชิงรุก ตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์ ที่ประสงค์ให้เจรจาเปิดเสรีระหว่างไทย กับประเทศคู่ค้าเกิดขึ้นทันที
เพราะหากต้องรอเปิดเสรีตามกรอบการค้าพหุภาคี โดยเฉพาะองค์การการค้าโลก (WTO) จะใช้เวลานานมาก การเปิดเสรี จะตกลงจะเปิดตลาดให้แก่กันและกัน ลดภาษี ซึ่งจะทำให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดง่ายขึ้น
การตั้งเขตการค้าเสรี ไม่เพียงเปิดโอกาสสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดง่ายเท่านั้น ยังจะช่วยการจัดหาแหล่งวัตถุดิบให้สินค้าไทย เพราะบางประเทศ มีทรัพยากรธรรมชาติและวัตถุดิบอุดมสมบูรณ์ รวมทั้งยังเป็นประตูการค้าสู่ประเทศรอบข้างได้

การตั้ง FTA ระดับทวิภาคีของไทยปัจจุบัน 12 ประเทศ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ

กลุ่มแรก เป็นประเทศเป้าหมายที่ไทยให้ความสำคัญทำเขตการค้าเสรี ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น อินเดียและสหรัฐฯ ประเทศเหล่านี้ เป็นประเทศที่มีศักยภาพที่ไทยจะส่งออกสินค้าได้มาก
กลุ่มที่ 2 ส่วนใหญ่เป็นตลาดใหม่ของไทย ได้แก่ บาห์เรน ศรีลังกา บังคลาเทศ ออสเตรเลีย เปรู เม็กซิโก บราซิล และแอฟริกาใต้ ประเทศเหล่านี้ แม้มีศักยภาพรองรับสินค้าไทยได้เพียงส่วนหนึ่ง แต่ที่สำคัญ จะเป็นประเทศที่เป็นแหล่งวัตถุดิบให้ไทย และเป็นประตูการค้าสู่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาค
บางประเทศคืบหน้าจนกระทั่งเจรจาตกลงกันได้ คือ บาห์เรน ประเทศที่อยู่ในขั้นตอนระหว่างตกลงเบื้องต้น 5 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย ญี่ปุ่น สหรัฐฯ จีน และออสเตรเลีย ประเทศที่เหลือ ยังคงคืบหน้าเล็กน้อย ได้แก่ ศรีลังกา บังคลาเทศ แอฟริกาใต้ เม็กซิโก บราซิล และเปรู เนื่องจากยังติดขัดกรอบข้อตกลงสาขาที่ต้องการเปิดเสรีการค้าต่อกัน
รายละเอียดความคืบหน้าการตั้งเขตการค้าเสรีแต่ละประเทศ ที่เจรจาตกลงกันได้ อยู่ระหว่างตกลงเบื้องต้น 6 ประเทศ ต่อไปนี้
  • ไทย-บาห์เรน
  • รัฐมนตรีพาณิชย์ลงนามกรอบความตกลง เป็นพันธมิตรเศรษฐกิจระหว่างไทย-บาห์เรน ซึ่งนำไปสู่การตั้งเขตการค้าเสรี 29 ธันวาคม 2545 ด้วยการลดภาษีสินค้าทันที 626 รายการ ช่วงแรกลดเหลือ 0-3% และจะเจรจาลดภาษีสินค้ารายการอื่นให้เสร็จภายในปี 2553
    บาห์เรนถือเป็นประตูส่งออกสินค้าไปตะวันออกกลาง เนื่องจากโครงสร้างผลิตทั้ง 2 ประเทศไม่แข่งขันกัน โดยบาห์เรน พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทรายและหิน ซึ่งไม่เหมาะกับการเกษตรกรรม แต่ทรัพยากรธรรมชาติสำคัญ ได้แก่ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และทรัพยากรทางทะเล
    ขณะที่ไทยเป็นประเทศที่มีผลผลิตการเกษตรเพื่อส่งออก เมื่อเปิดเสรีการค้าต่อกันไทย จึงสามารถส่งออกสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตร และอาหาร ประเภทข้าว ผลไม้สดและปลาสด สินค้าอุตสาหกรรม เช่น สินค้าเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์และอุปกรณ์ สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์พลาสติก อัญมณีและเครื่องประดับ สินค้าที่ไทยเสียเปรียบ ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียม ผลิตภัณฑ์จากน้ำมัน
  • ไทย-อินเดีย
  • การเจรจาทวิภาคีเพื่อตั้งเขตการค้าเสรี 2 ฝ่าย ล่าสุด 7 มีนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอุตสาหกรรมของอินเดีย และรัฐมนตรีพาณิชย์ไทย ลงนามบันทึกความตกลงเพื่อเร่งรัดเจรจากรอบความตกลงว่าด้วยเขตการค้าเสรี (FTA Framework Agreement)
    ขณะนี้ การตั้ง FTA ระหว่างไทย-อินเดียใกล้จะได้ข้อยุติ โดยกรอบข้อตกลงใหญ่ๆ ยอมรับกันในหลักการแล้ว เหลือเพียงประเด็นนำสินค้า ที่จะเข้ามาเปิดเสรีทันที (Early Harvest) คาดว่าจะได้ข้อยุติเร็วๆ นี้ จะลงนามกรอบความตกลง และเริ่มเปิดเขตการค้าเสรี 2 ฝ่ายได้ภายในกรกฎาคม หรืออย่างช้าตุลาคมนี้
    อินเดียถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ ประชากรกว่า 1,000 ล้านคน เก็บภาษีนำเข้าอัตราค่อนข้างสูง ข้อจำกัดนำเข้ามาก หากเขตการค้าเสรีไทย-อินเดียบรรลุผล คาดว่าจะทำให้ไทยส่งสินค้าผ่านอินเดียไปประเทศอื่นๆ ในเอเชียใต้ได้
    จากการที่อินเดียต้องลดความเข้มงวดกีดกันการค้า ทั้งมาตรการภาษีและไม่ใช่ภาษี ย่อมส่งผลดีการส่งออกของไทย ไทยยังได้ประโยชน์จากการนำเข้าวัตถุดิบจากอินเดีย เพราะเป็นแหล่งวัตถุดิบราคาถูก โดยเฉพาะสินค้าประมง เครื่องเพชรพลอย และวัตถุดิบผลิตเหล็กกล้าและปุ๋ย ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนผลิตภาคอุตสาหกรรมไทย
    สินค้าที่ไทยคาดว่าจะขยายตลาดได้มาก ได้แก่ สินค้าเกษตรและอาหาร เช่น ยางพารา ผลิตภัณฑ์ยาง และน้ำตาลทราย สินค้าอุตสาหกรรม เช่น สินค้าเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เส้นใยประดิษฐ์ ยานยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ
    อย่างไรก็ตาม เมื่อเปิดเสรีแล้ว สินค้าบางชนิดของไทยอาจไม่สามารถแข่งขันได้ เนื่องจากผลผลิตภาคเกษตรหลายชนิดของอินเดียคล้ายไทย โดยเฉพาะสิ่งทอ เสื้อผ้าสำเร็จรูป อัญมณีและเครื่องประดับ ไทยยังเป็นรองผลิตเพื่อส่งออก
  • ไทย-ญี่ปุ่น
  • การเจรจาทวิภาคีตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างไทย-ญี่ปุ่น คาดว่าจะเปิดเจรจาเป็นทางในมิถุนายน เมื่อบรรลุผล โดยเฉพาะกรณีญี่ปุ่นเปิดตลาดเสรีสินค้าเกษตร ไทยจะได้ประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะสินค้าประมงและข้าว
    เนื่องจากทางญี่ปุ่นมีมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษีค่อนข้างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานสินค้าด้านคุณภาพและความสะอาด สินค้าส่งออกของไทยที่คาดว่าจะขยายตลาดได้มาก ได้แก่ ข้าว อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป สิ่งทอ เครื่องดื่มและยาสูบ แต่สินค้าอุตสาหกรรม คาดว่าไทยจะได้รับผลกระทบ เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นแหล่งผลิตสินค้าใช้เทคโนโลยีระดับสูง โดยเฉพาะยานยนต์และชิ้นส่วน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งออก อาจนำเข้าเพื่อทดแทนการผลิตภายในประเทศ ที่อาจต้นทุนสูงกว่า สินค้าญี่ปุ่นจึงเข้ามามีส่วนแบ่งตลาดสินค้าไทยมากขึ้น
  • ไทย-สหรัฐฯ
  • ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีเอเปคครั้งที่ 14 วันที่ 23 ตุลาคม 2545 ณ เมืองลอส คาบอส เม็กซิโก รัฐมนตรีพาณิชย์ของไทย และผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ลงนาม Trade and Investment Framework Agreement (TIFA)
    โดยเจรจาแก้ไขปัญหา และส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างไทย-สหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้น รวมทั้งวางแนวทางตั้งเขตการค้าเสรีต่อไป ขณะนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายอยู่ระหว่างดำเนินการตามกรอบดังกล่าว คาดว่า การประชุมเอเปคที่จะจัดในไทยระหว่าง 18-21 ตุลาคมนี้ จะประชุมหารือความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-สหรัฐฯ ด้วย
    ปัจจุบัน สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย สัดส่วนประมาณ 20% ของการส่งออกโดยรวม หากตั้งเขตการค้าเสรีสำเร็จ จะทำให้ลดอุปสรรคการค้า โดยเฉพาะมาตรการไม่ใช่ภาษีได้มาก โดยสหรัฐฯ จะกลายเป็นประตูการค้าสู่กลุ่มประเทศอื่นๆ ในทวีปอเมริกา
    สินค้าที่คาดว่าไทยจะขยายตลาดได้มาก ได้แก่ เครื่องแต่งกาย สิ่งทอ ผลิตภัณฑ์จากไม้ ยานยนต์และชิ้นส่วน อุปกรณ์ไฟฟ้า เนื่องจากคุณภาพได้มาตรฐาน และราคาไม่แตกต่างจากประเทศส่งออกอื่นๆ ส่วนสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบ ได้แก่ เครื่องดื่มและยาสูบ เนื่องจากสหรัฐฯ แหล่งวัตถุดิบอุดมสมบูรณ์ ทำให้ได้เปรียบด้านต้นทุนราคาถูกกว่า
  • ไทย-จีน
  • การตั้งเขตการค้าเสรีไทย-จีน เป็นความริเริ่มฝ่ายไทย ล่าสุด การเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีไทย ระหว่าง 18-19 กุมภาพันธ์ หารือกับนายกรัฐมนตรีจีนเขตการค้าเสรีไทย-จีน ที่ยังไม่เสร็จ โดยจีนจะลดภาษีผักและผลไม้เหลือ 0%
    จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นเปิดเขตการค้าเสรีไทย-จีน ซึ่งเป็นลักษณะที่เรียกว่า ส่วนที่จะมีผลปฏิบัติได้ก่อน อย่างไรก็ตาม ภายหลังจีนเปลี่ยนแปลงผู้นำประเทศใหม่ ความคืบหน้าเจรจาเขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับจีน ต้องรอให้ปรับปรุงระบบบริหารราชการภายในจีนให้เสร็จก่อน
    หากการตั้งเขตการค้าเสรีไทย-จีนประสบความสำเร็จ จะทำให้ไทยขยายตลาดสินค้าส่งออกได้มากขึ้น เพราะความต้องการบริโภคภายในจีนมหาศาล โดยเฉพาะสินค้าเกษตรประเภทข้าว ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ผลไม้ กุ้งสดและน้ำตาล
    สินค้าอุตสาหกรรม เช่น ยานยนต์และอุปกรณ์ส่วนประกอบ เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์ พลาสติก ซึ่งไทยต้นทุนต่ำกว่า ส่วนสินค้าที่จีนจะมีส่วนแบ่งตลาดในไทย ได้แก่ สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูประดับล่าง เครื่องหนังและรองเท้า เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพราะจีนได้เปรียบด้านต้นทุนผลิตต่ำ เทคโนโลยีใกล้เคียงไทย และผลิตสินค้าหลากหลายชนิด
  • ไทย-ออสเตรเลีย
  • ไทยและออสเตรเลียศึกษาวิจัยร่วมกัน ความเป็นไปได้ตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างกัน ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2545 ขณะนี้ กำลังอยู่ระหว่างเจรจา คาดว่าจะเสร็จกลางปี 2547 โดยออสเตรเลียจะเป็นประตูส่งออกสินค้าไปกลุ่มโอเชียเนีย ประกอบด้วย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกีนี ไมโครนีเซีย และหมู่เกาะมาร์แชล
    อีกทั้ง ด้วยโครงสร้างการผลิตสินค้าทั้ง 2 ประเทศลักษณะเกื้อกูลกัน โดยไทยนำเข้าฝ้าย นมผง แร่ธาตุ และหนังดิบ จากออสเตรเลีย ซึ่งเป็นวัตถุดิบผลิตสินค้าส่งออก ขณะที่ออสเตรเลียนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องแต่งกาย ผลิตภัณฑ์จากหนัง รถยนต์นั่ง ผลิตภัณฑ์พลาสติก เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก กระดาษและเยื่อกระดาษ สินค้าเกษตรและอาหาร เช่น ข้าว กุ้งสด อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป จากไทย แต่สินค้าบางรายการ ไทยมีความสามารถแข่งขันต่ำกว่าออสเตรเลีย โดยเฉพาะสินค้าประเภทนมและผลิตภัณฑ์จากนม

    ประโยชน์และข้อจำกัดการตั้งเขตการค้าเสรีระดับทวิภาคี

    ข้อตกลงเขตการค้าเสรีทวิภาคีขณะนี้ กำลังเป็นกระแสพุ่งแรง และจะมีบทบาทอย่างมากการค้าระหว่างประเทศอนาคต ปัจจุบัน การเจรจาทำเขตการค้าเสรีของไทยกับประเทศที่อยู่ในเป้าหมาย คาดว่าจะเสร็จ และเริ่มดำเนินการตามผลเจรจาได้ช่วง 2-3 ปีข้างหน้า
    จะก่อเกิดความเปลี่ยนแปลงเชิงพลวัตต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งระยะสั้นและยาว อีกทั้งจะเพิ่มพันธมิตรนอกกลุ่มอาเซียน จะเกื้อกูลกัน และแบ่งปันผลประโยชน์เศรษฐกิจซึ่งกันและกัน ซึ่งความเปลี่ยนแปลง ย่อมส่งผลทางสรรสร้าง ให้เกิดประโยชน์นานาประการ ต่อประเทศ ขณะเดียวกัน ไม่มีข้อตกลงใดๆ จะก่อเกิดผลดีแต่ด้านเดียว แน่นอน ทุกๆ ข้อตกลงย่อมต้องเผชิญข้อจำกัดบางประการ
    ประโยชน์ FTA จะทำให้การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศสมาชิกภายในกลุ่มเพิ่มขึ้น และขยายความร่วมมือเศรษฐกิจการค้าระหว่างกันระยะยาว แต่ละประเทศจะเน้นผลิต หรือลงทุนเฉพาะสินค้า และบริการที่ประเทศตนได้เปรียบ เมื่อลด/ยกเลิกข้อกีดกัน อีกทั้งสร้างพันธมิตร ซึ่งจะช่วยเพิ่มอำนาจเจรจาต่อรอง กับประเทศอื่นๆ รวมถึงจะสร้างแรงจูงใจให้เคลื่อนย้ายทุนจากภายนอกเข้าไทย
    เพราะการมีเขตการค้าเสรี ทำให้เศรษฐกิจประเทศในกลุ่มเชื่อมโยงกัน ทำให้ตลาดขนาดใหญ่กว่าเดิม และกำลังซื้อมากขึ้น นอกจากนี้ การขจัดอุปสรรคทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน นำไปสู่ต้นทุนผลิตที่ลดลง ส่งผลสินค้าส่งออกของไทยแข่งขันตลาดโลกเพิ่มขึ้น ข้อจำกัดพึงระวัง หากตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างกัน โดยทั้ง 2 ประเทศโครงสร้างและการส่งออกสินค้าเหมือนกัน จะส่งผลการแข่งขันรุนแรงเพิ่มขึ้น แย่งชิงส่วนแบ่งตลาดซึ่งกันและกัน อีกทั้งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งการค้า
    เพราะประเทศนอกกลุ่ม หรือประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกเขตการค้าเสรี จะถูกกีดกันการค้า นอกจากนี้ การเจรจาตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างกัน ประเทศใหญ่หรือประเทศมหาอำนาจเศรษฐกิจส่วนใหญ่มักได้เปรียบประเทศเล็ก เพราะไม่มีอำนาจต่อรอง

     

     


    ที่มา : สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ ์
    รายละเอียดเพิ่ม : http://thainews.prd.go.th
    http://www.ftamonitoring.org/