การจัดการธาตุอาหารพืชกับไม้ผล
                                
              จากการที่ผู้เขียนได้มีโอกาส เข้าร่วมสัมมนาการจัดการธาตุอาหารพืชสู่รายได้ที่ยั่งยืนทำให้ทราบว่า
คำแนะนำการให้ปุ๋ยในไม้ผลที่มีการแนะนำ และอ้างอิงติดต่อกันมาเรื่อยๆนั้น  ไม่ถูกต้อง เพราะในอดีตไม่มีรายงานวิจัยที่ชัดเจนมาก่อนว่าไม้ผลที่ปลูกในเมืองไทยแต่ละชนิดมีความต้องการ ธาตุอาหารพืชอย่างไรจึงได้มีคำแนะนำกลางๆสำหรับการใส่ปุ๋ยในไม้ผลทุกชนิดทุกพื้นที่ด้วยสูตรเดียวกัน เช่น ช่วงบำรุงต้นแนะนำให้ใช้สูตรเสมอ เช่น 15-15-15 ช่วงก่อนออกดอกแนะนำให้ใช้ปุ๋ยสูตรที่มีฟอสฟอรัสสูง เช่น 8-24-24

และช่วงบำรุงผลแนะนำให้ใช้ปุ๋ยที่มีโปแตสเซียมสูง เช่น 13-13-21     
     ซึ่งในเรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการธาตุอาหารพืชได้กล่าวไว้ว่า พืชแต่ละชนิดมีความต้องการธาตุอาหารที่แตกต่างกัน ดินที่ปลูกไม้ผล
แต่ละแห่งมีองค์ประกอบและคุณสมบัติของดินแตกต่างกันไป คำแนะนำการจัดการธาตุอาหารพืชจึงควรแตกต่างกัน ไปด้วยซึ่งวิธีการ
ที่จะตัดสินใจใช้ปุ๋ย หรือจัดการธาตุอาหารพืชอย่างถูกต้องนั้นควรจะมีการวิเคราะห์ดินและพืชเพื่อให้ทราบสถานภาพที่แท้จริงว่าดิน
มีธาตุอาหารแต่ละอย่างมากน้อย แค่ไหนและดินอยู่ในสภาพที่เอื้ออำนวยให้ธาตุอาหารที่มีอยู่เป็นประโยชน์ต่อพืชหรือไม่

   


              
                 ความรู้เรื่องธาตุอาหารพืช


        ธาตุที่จัดเป็นธาตุอาหารพืชนอกเหนือจาก คาร์บอน  ไฮโดรเจนและออกซิเจน
ซึ่งพืชได้จากอากาศและน้ำแล้ว  ธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต
และให้ผลผลิตของพืช  ซึ่งพืชจะได้รับจากดินมีจำนวน 14 ธาตุ  แบ่งตามปริมาณที่พืชต้องการ  ออกเป็น 3 กลุ่มคือ

  1. ธาตุอาหารหลัก  เป็นธาตุที่พืชต้องการในปริมาณมากและมักพบขาดแคลนในดิน
    ทั่วไป มี 3 ธาตุ คือ ไนโตรเจน  ฟอสฟอรัส และโปแตสเซี่ยม
  1. ธาตุอาหารรอง  เป็นธาตุที่พืชต้องการในปริมาณมากเช่นเดียวกับธาตุหลัก  ซึ่งในอดีตมักไม่พบอาการขาดธาตุอาหารในกลุ่มนี้  แต่มาปัจจุบัน  มีการใช้ปุ๋ยต่างๆมากขึ้น  ดินมีสภาพเป็นกรด  จึงมักพบอาการขาดธาตุรองนี้ ธาตุรองมี 3 ธาตุคือ แคลเซี่ยม  แมกนีเซี่ยมและกำมะถัน
  1. จุลธาตุ  เป็นธาตุที่พืชต้องการในปริมาณเล็กน้อยแต่พืชขาดธาตเหล่านี้
    ไม่ได้ มี 8 ธาตุคือ เหล็ก ทองแดง สังกะสี แมงกานีส โบรอน โมลิบดินั่ม คลอรีนและนิกเกิล

     ในการจำแนกธาตุดังกล่าวนี้ กลุ่มธาตุหลักซึ่งพืชต้องการ
ในปริมาณมาก และมักพบขาดแคลนในดินทั่วไปนั้น
เป็นข้อยกเว้นสำหรับฟอสฟอรัส  เนื่องจากพบว่าในเนื้อเยื่อของพืช
มีฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับ
ไนโตรเจนและโปแตสเซี่ยม เนื่องจากในกระบวนการ
เจริญเติบโตของพืช    ทั้งด้านกิ่งก้านสาขาและการเจริญพันธุ์
ีมีธาตุอาหารหลายธาตุเข้าไปมีบทบาทร่วมกัน    
      ดังนั้นต้องยึดมั่นในหลักการว่าพืชต้องได้รับอาหารครบ
ทุกธาตุแต่ละธาตุอย่างเพียงพอและในปริมาณที่สมดุลเท่านั้น
พืชจึงจะเจริญเติบโตได้ตามปกติ


       โปแตสเซียม

    1. โปแตสเซี่ยมเป็นธาตุอาหารที่จำเป็นมากสำหรับไม้ผล 
      เพราะมีหน้าที่เกี่ยวกับการสังเคราะห์โปรตีนและคาร์โบไฮเดรต 
      พืชที่ขาดโปแตสเซี่ยมจะให้ผลขนาดเล็ก  สีผิวไม่สวย  รสชาติไม่ดี  ทั้งนี้โปแตสเซียมไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการติดผลแต่เกี่ยวข้อง
      โดยอ้อม  เนื่องจากพืชที่ขาดโปแตสเซี่ยมจะมีความแข็งแรง
      สมบูรณ์ลดลง
    2. ถ้าไม้ผลขาดโปแตสเซี่ยมจะชะงักการเจริญเติบโตอาการต่อมา
      คือใบแก่มีสีเหลืองซีดโดยเริ่มจากขอบใบและปลายใบ 
      พืชบางชนิดจะพบจุดสีน้ำตาลไหม้กระจายทั่วใบหรือ
      พบจุดสีแดงหรือเหลืองระหว่างเส้นใบในใบอ่อน 
      ถ้ามีอาการรุนแรงใบจะแห้งและร่วงก่อนเวลา  แต่ถ้ามีโปแตสเซี่ยม
      ในดินหรือในใบพืชมากเกินไป ก็มีผลเสียเช่นกันโดยจะทำให้
      พืชดูดใช้แมกนีเซี่ยมและแคลเซี่ยมลดลง  ในทุเรียนมักจะพบปัญหา
      นี้มากเมื่อมีการใช้ปุ๋ยโปแตสเซี่ยมในปริมาณมาก 
      จึงแนะนำให้ใส่ปุ๋ยที่มีแมกนีเซี่ยมและแคลเซี่ยมร่วมด้วย

   
        แคลเซี่ยมและแมกนีเซี่ยม

    1. แคลเซี่ยมมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับความแข็งแรงของเนื้อเยื่อพืช
      เกี่ยวข้องกับการปฏิสนธิ  การแบ่งเซลล์และการเจริญเติบโต
      ของเซลล์ ส่วนแมกนีเซี่ยมเป็นส่วนประกอบสำคัญของ
      คลอโรฟิลล์ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับขบวนการสังเคราะ์ห์ืแสง
      และการเคลื่อนย้ายน้ำตาลในพืช
    2. โปแตสเซี่ยม  แคลเซี่ยมและแมกนีเซี่ยมมีความสัมพันธ์ค่อนข้าง
      ซับซ้อน ถ้ามีธาตุใดธาตุหนึ่งในปริมาณที่ไม่เหมาะสม 
      ก็จะส่งผลกระทบต่อธาตุอื่นๆได้

         โบรอน

    1. โบรอนเป็นจุลธาตุที่มีบทบาทสำคัญต่อการติดผลมาก
      ที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับจุลธาตุอื่น  ถ้าโบรอนไม่เพียงพอ
      จะมีผลทำให้
      1) ดอกไม่สมบูรณ์
      2)ละอองเรณูเป็นหมัน
      3) ยอดเกสรตัวเมียไม่พร้อมรับละอองเรณู
      4) ละอองเรณูไม่งอกหรืองอกแต่ไม่สมบูรณ์จึงไม่มีการปฏิสนธิ
      5) เมล็ดไม่พัฒนาหรือพัฒนาไม่สมบูรณ์จึงไม่งอก
 

          ทองแดง

  • ทองแดงมีบทบาทสำคัญต่อการติดผล  ถ้าพืชขาดทองแดง
    การพัฒนาของตาดอกและการเจริญ
    ของตาดอกจะลดลง  เกสรตัวผู้อาจเป็นหมันหรืออับเรณูไม่แตก

         สังกะสี

    1. มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเจริญของผลทางอ้อม กล่าวคือ ธาตุนี้เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์ฮอร์โมนออกซิน
      ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาของดอกและผล



 

      
        การจัดการธาตุอาหารพืชในไม้ผล

        โดยทั่วไปในดินที่ปลูกพืชไประยะหนึ่ง    ดินจะเริ่มเสื่อมความสมบูรณ์ลง    กล่าวคือธาตุ อาหารในดินมีปริมาณน้อยลง  สาเหตุเพราะ
1)ติดไปกับผลผลิตที่นำออกจากสวนไปจำหน่าย
2)ติดไปกับใบกิ่งก้านสาขาที่ร่วงหล่นและตัดแต่งลงมา
3)สูญเสียไปกับน้ำที่ไหลบ่าไปตามผิวดินหรือซึมลึกลงสู่ใต้ดินเลยระดับรากพืช
4)สูญเสียไปกับปฏิกิริยาเคมีของดิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้ปุ๋ยที่ไม่ถูกต้องทำให้สภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดินไม่เหมาะสม
หรือทำให้ธาตุอาหารบางชนิดตกค้างในดินมากเกินไปจนมีผลให้ธาตุอาหารอื่นตกตะกอนอยู่ในรูปที่พืชดูดไปใช้ไม่ได้
        การจัดการธาตุอาหารพืชควรยึดหลักการที่สำคัญคือ     ต้องพิจารณาว่าในแต่ละรอบปีได้นำเอาธาตุอาหารพืชออกจากดินไป
ในปริมาณเท่าใด   จะต้องใส่กลับคืนไปให้ดินทั้งหมด ซึ่งจะต้องเผื่อไว้สำหรับการสูญเสียต่างที่กล่าวไว้ข้างต้นด้วยและที่สำคัญ
ควรจะต้องทราบด้วยว่าในดินมีธาตุอาหารพืชอยู่แล้วอย่างไร
       ทั้งนี้มีประเด็นสำคัญที่ชาวสวนไม้ผลมักจะละเลยคือชิ้นส่วนของพืชจากการตัดแต่งกิ่งในแต่ละปีใบที่ร่วงหล่นและหมดอายุขัยและ
วัชพืชที่ตัดออกไป ล้วนแต่มีธาตุอาหารพืชที่ดูดมาจากดินเป็นองค์ประกอบอยู่ทั้งสิ้น ดังนั้นการเผาทำลายหรือนำออกไปจากสวน
จึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง  ควรทิ้งไว้ในสวนให้ย่อยสลายเพื่อปลดปล่อยธาตุอาหารพืชกลับคืนสู่ดินดังเดิม

      ในไม้ผลมีความต้องการฟอสฟอรัสในสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับความต้องการไนโตรเจนและโปแตสเซียม     การที่ชาวสวนผลไม้
ใส่ปุ๋ยอัตรา  1:1:1  เช่น 15-15-15 ,16-16-16    นั้นแสดงว่าใส่ฟอสฟอรัสเกินความจำเป็น  มิหนำซ้ำในช่วงก่อนออกดอกยังมีการให้ปุ๋ยฟอสฟอรัส
สูง เช่น  8-24-24 หรือ 9-24-24  โดยที่ไม่มีผลงานวิจัยใดๆพิสูจน์มาก่อนว่าฟอสฟอรัสมีบทบาทในการกระตุ้นการออกดอก ซึ่งการใส่ปุ๋ยที่ผิดดังกล่าว
      นอกจากจะทำให้สิ้นเปลืองเงินโดยใช่เหตุแล้ว  ปุ๋ยฟอสฟอรัสที่มากเกินความจำเป็นและเหลือตกค้างในดินเป็นปริมาณมาก  ก็จะไปจับกับจุลธาต
ุทำให้จุลธาตุอยู่ในรูปที่พืชดูดไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ พืชจึงแสดงอาการขาดจุลธาตุนั้นตามไปด้วยเกษตรกรก็แก้ปัญหา ด้วยวิธีการ
ให้ปุ๋ยทางใบแทนเป็นการเพิ่มต้นทุนยิ่งขึ้นไปอีก แนวทางในการใส่ปุ๋ยในไม้ผลที่ให้ผลดีที่สุดควรใช้ค่าวิเคราะห์พืชและค่าวิเคราะห์ดินมา
เป็นเครื่องมือช่วยตัดสินในการใส่ปุ๋ย  ซึ่งค่าวิเคราะห์ดินจะบอกให้ทราบว่าดินมีธาตุอาหารพืชอยู่แล้วมากน้อยเพียงใดและมีคุณสมบัติ
ิเหมาะสมที่จะทำให้ธาตุอาหารเป็นประโยชน์หรือไม่  ถ้าไม่เหมาะสมจะปรับปรุงดินอย่างไรเพื่อให้ธาตุอาหาร พืชที่มีอยู่ในดินรวมทั้งปุ๋ยที่จะ
ใส่เพิ่มให้กับดินอยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืชมากที่สุด

      ในสถานการณ์เช่นนี้   ผู้เขียนมีความเห็นว่า    การให้ความรู้และข้อมูลเป็นสิ่งจำเป็นใน อันดับแรก   เมื่อนักส่งเสริมและเกษตรกรมีความรู้และ
มีข้อมูลเพียงพอแล้วย่อมตัดสินใจเลือกวิธีการที่ถูกต้องเหมาะสมได้  ผู้ที่มีความพร้อมก็สามารถรับไปดำเนินการได้ทันที   ผู้ที่ยังไม่มั่นใจหรือ
ยังไม่มีความพร้อมด้วยเหตุผลประการใดก็ตามก็สามารถนำความรู้ที่ผู้เขียนได้พยามยามสรุปจากเอกสารและคำบรรยายของนักวิจัย
ไปประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสมของตนเองต่อไป  ทั้งนี้ไม่ว่าท่านจะจัดการธาตุอาหารพืชในสวนไม้ผลด้วยวิธีใดก็ตาม  สิ่งที่ท่านจะต้อง
ตระหนักอยู่เสมอ คือ  ต้นไม้ผลในสวนจะต้องมีความแข็งแรงสมบูรณ์และสามารถให้ผลผลิตในปริมาณและคุณภาพที่ดี  ภายใต้การจัดการต้นทุนที่เหมาะสม...

 
โดย นายสุชาติ  จันทร์เหลือง
นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ
* รวมเรื่อง
 



ปรับปรุงเมื่อ 09-Mar-2011