คำแนะนำการจัดการทุเรียน

ในระยะการพัฒนาการของดอกเพื่อเพิ่มการติดผล

 

ทุเรียน
 

กรณีที่ 1 ต้นทุเรียนพร้อมออกดอกแต่มีช่วงแล้งสั้นสลับกับฝนตก ทุเรียนจะออกดอกน้อยและมีดอกหลายรุ่น รวมทั้งจะมีโอกาสแตกใบอ่อนได้มาก การฉีดพ่นใบให้ทั่วด้วยปุ๋ยโปแตสเซี่ยมไนเตรท( 13 - 0 - 46 ) อัตรา 150-200 กรัมผสมสารสกัดจากสาหร่ายทะเล อัตรา 40 ซีซี. ในน้ำ 20 ลิตร ให้ทั่วต้นพอเปียก เมื่อเริ่มเห็นตาดอกระยะไข่ปลาจะช่วยเพิ่มปริมาณดอก

กรณีที่ 2 ถ้ามีช่วงแล้งแล้วแต่ต้นทุเรียนยังไม่พร้อม คือใบยังไม่แก่ยอดยังไม่ตั้ง ควรฉีดพ่นด้วยอาหารเสริมสูตร ทางด่วน ร่วมกับสารมิพิควอทคลอไรด์( 1.5 % สารออกฤทธิ์) อัตรา 50 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อเร่งให้ใบและยอดทุเรียนแก่เร็วขึ้น ในช่วงนี้ถ้าอากาศร้อนจัดและฝนแล้งนาน ควรมีการให้น้ำด้วยโดยให้ปริมาณน้อย

1. การควบคุมใบอ่อน ในระยะแรกของการพัฒนาการของดอก มักจะพบปัญหาการแตกใบอ่อน ซึ่งจะมีผลทำให้ช่อดอกไม่พัฒนา เนื่องจากใบมีพลังในการดึงดูดสารอาหารมากกว่าดอก ดังนั้น การจัดการในระยะนี้ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกของการพัฒนาการของดอกทุเรียน ควรมีการฉีดพ่นอาหารเสริมสูตร “ ทางด่วน” จำนวน 1-2 ครั้ง เพื่อช่วยเร่งการพัฒนาการของดอก หากพบว่ามีการแตกใบอ่อนออกมาในปริมาณที่มาก ควรฉีดพ่นอาหารเสริมสูตร “ ทางด่วน” และเสริมด้วยมิพิควอทคลอไรด์ 1.5% สารออกฤทธิ์ ( โป- ก้า- ดี) อัตรา 50 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร เมื่อใบอ่อนเริ่มคลี่ เพื่อให้มีอาหารเพียงพอ สำหรับการเจริญเติบโตและการพัฒนาการของช่อดอก โดยไม่ต้องแย่งอาหารสะสมจากภายในต้น และเพื่อชะลอมิให้ใบมีการเจริญเติบโตเร็วเกินไป การปฏิบัติเช่นนี้จะช่วยให้ใบอ่อนแก่เร็วและทำให้การพัฒนาการของดอกเร็วขึ้น

อาหารเสริมสูตร “ ทางด่วน” ผสมในน้ำ 20 ลิตร ประกอบด้วย

  • สารอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต เป็นองค์ประกอบหลัก เช่น ครอปไจแอน โพลีแซด มอลตานิค ฯลฯ อัตรา 20-30 ซีซี. ( อาจใช้น้ำตาลกลูโคส หรือเด๊กซ์โตส 600 กรัม)
  • กรดฮิวมิค หรือฮิวมิค แอซิค 20 ซีซี.
  • ปุ๋ยเกล็ดสูตร 15-30-15, 12-45-12, หรือ 10-52-17 , 10-20-30 ที่มีธาตุอาหารรอง และธาตุปริมาณน้อย อัตรา 30- 50 กรัม

2. การกระตุ้นการเกิดรากใหม่ของทุเรียน ในการจัดการให้ต้นทุเรียนกระทบแล้ง เพื่อกระตุ้นการออกดอกนั้น รากฝอยบางส่วนจะถูกทำลายและผุแห้งไป เพื่อให้ทุเรียนฟื้นตัวได้เร็ว หลังการออกดอกควรใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และกระตุ้นให้รากงอกออกมาใหม่ โดยใช้เศษซากพืช มาคลุมบริเวณใต้ทรงพุ่ม และใช้ปุ๋ยเกร็ดสูตร 15-30-15 ที่มีธาตุอาหารเสริมอัตรา 60 กรัม ฮิวมิค แอซิด 100 ซีซี. ผสมน้ำ 20 ลิตร( หรืออาจใช้ปุ๋ยปลาหมักอัตรา 1 ลิตร ต่อน้ำ 50 ลิตรแทนก็ได้) ราดบริเวณใต้ทรงพุ่มให้ทั่วสัปดาห์ละครั้ง ประมาณ 2-3 ครั้งจะช่วยในการเกิดรากใหม่ดีขึ้น

3. การเพิ่มความสมบูรณ์ของต้น ระหว่างการพัฒนาการของดอกตั้งแต่ระยะไข่ปลาจนถึงดอกบาน เป็นเวลาประมาณ 6-8 สัปดาห์ ทุเรียนจะใช้อาหารที่สร้างสะสมไว้ในการพัฒนาการของดอก และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของเนื้อเยื่อ ดังนั้นทุเรียนบางต้นที่มีการสะสมอาหารก่อนออกดอกไม่มากพอ จะแสดงอาการขาดอาหารสะสม โดยมีใบกร้าน ไม่เขียวสดใส อาการจะปรากฎรุนแรงขึ้น ในขณะที่อากาศร้อนและการให้น้ำไม่เพียงพอ การป้องกันการสูญเสียความสมบูรณ์ของต้น ระหว่างการพัฒนาการของดอกจะให้ผลดีต่อการติดผลมากกว่าการแก้ปัญหา การเพิ่มความสมบูรณ์ของต้นทำดังนี้

ทางใบ พ่นสารอาหารทางใบที่อยู่ในรูปคาร์โบไฮเดรต ร่วมกับปุ๋ยเกร็ดสูตร 20-20-20 , 15-30-15 ที่มีธาตุอาหารรองและธาตุปริมาณน้อย อาจผสมสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชทุกครั้งที่พ่น(ในกรณีพบการระบาดของศัตรูพืช)จำนวน 2-3 ครั้งทุก 7-10 วันควรมีการใช้ธาตุ แคลเซียมโบร่อนร่วมด้วยเพื่อช่วยให้การผสมติดดีขึ้น ระยะดอกบานควรหยุดการฉีดพ่นสารทุกชนิด

4. การให้น้ำ เมื่อทุเรียนออกดอกและมีดอกในระยะไข่ปลามากพอแล้ว ให้ค่อยๆเพิ่มปริมาณน้ำขึ้นทีละน้อย จนถึงระดับปกติ ต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่องตลอดช่วงช่วงการพัฒนาการของดอก จากนั้นเมื่อดอกเจริญถึงระยะหัวกำไล(ก่อนดอกบาน 1 สัปดาห์)ให้ค่อยๆลดปริมาณการให้น้ำลงโดยให้เหลือเพียง 1 ใน 3 ของการให้น้ำปกติ จะช่วยให้ทุเรียนติดผลดีขึ้น

5. การตัดแต่งดอกเริ่มตัดแต่งดอกเมื่อดอกมีอายุ 30 วัน เพื่อให้เป็นดอกรุ่นเดียวกัน ในต้นเดียวกันให้มากที่สุดและกระจายทั่วต้นในตำแหน่งที่เหมาะสม ถ้าไม่ตัดแต่งดอกอาหารที่สะสมไว้ในต้นมีไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงดอกทั้งหมด ทุเรียนจะสลัดดอกเองโดยไม่สามารถกำหนดปริมาณหรือตำแหน่งที่จะไว้ดอกได้

6. การป้องกันกำจัดศัตรูพืช ในระยะนี้ศัตรูที่สำคัญคือ

ไรแดง ระบาดมากช่วงอากาศร้อนและแห้งแล้งติดต่อกัน การฉีดพ่นน้ำเพื่อเพิ่มความชื้นในทรงพุ่มจะช่วยลดปริมาณไรแดงได้ แต่ต้องระวังเรื่องปริมาณน้ำที่มากเกินไปจะกระทบต่อการติดผล แต่ถ้าพบว่ามีไรแดงระบาดมากให้ฉีดพ่นด้วยสารโพรพาไกต์สลับกับเฮกซีไทอะซอกซ์

โรคแอนแทรกโนส เชื้อราเข้าทำลายทั้งดอกและใบทำให้ดอกเน่าดำ แห้ง และร่วงหล่น เมื่อเข้าทำลายใบ ทำให้ใบไหม้บริเวณขอบใบ หรือกลางใบ ต่อมาใบจะแห้งและร่วงหล่น ให้ตัดส่วนที่เป็นโรคเผาทำลาย ถ้าอาการรุนแรงมากให้ฉีดพ่นด้วยสารคาร์เบนดาซิม หรือเบนโนมิล

7. การช่วยผสมเกสร ให้ช่วยผสมเกสรโดยใช้เกสรตัวผู้จากต้นที่ต่างพันธุ์(พันธุ์ชะนีมีความจำเป็นมากกว่าพันธุ์อื่น)ทำการผสมเกสรตั้งแต่เวลา 19.30 น.โดยใช้พู่กันหรือแปรงขนอ่อนแตะเกสรตัวผู้ไปป้ายที่ยอดเกสรตัวเมีย

 
มังคุด
 


การจัดการเพื่อควบคุมปริมาณดอก

การจัดการน้ำและปุ๋ยเพื่อควบคุมปริมาณดอก ในช่วงสัปดาห์ที่ 1 หลังออกดอก เมื่อพบว่ามังคุดมีการออกดอกแล้ว 15 % ของยอดทั้งหมด จัดการให้น้ำในอัตรา 80 % ของอัตราการระเหยน้ำทุก 3 วัน เพื่อควบคุมให้มีปริมาณดอก ประมาณ 35-50 % ของยอดทั้งหมด

การจัดการเพื่อควบคุมปริมาณผล

ในระยะสัปดาห์ที่ 6 หลังออกดอกหรือหลังดอกบานแล้ว 2 สัปดาห์ ควรประเมินจำนวนผลต่อต้น ถ้าพบว่าต้นใดมีจำนวนผลมากกว่า50 % ของยอดทั้งหมด ควรใส่ปุ๋ยยูเรียอัตรา 3-5 กิโลกรัมต่อต้น โดยหว่านปุ๋ยในบริเวณใต้ทรงพุ่มที่มีการให้น้ำ จะทำให้ผลมังคุดบางส่วนร่วงหล่นได้

การจัดการเพื่อป้องกันแมลงศัตรูมังคุด

ติดตามและป้องกันกำจัดแมลงศัตรูมังคุดในระยะดอกและผล โดยเฉพาะถ้ามีการระบาดของเพลี้ยไฟอย่างต่อเนื่อง ห้ามพ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่งติดต่อกันหลายครั้ง เพราะนอกจากจะทำให้เพลี้ยไฟสร้างความต้านทานแล้วยังทำให้เกิดการระบาดของเพลี้ยแป้งด้วย

  • สำรวจการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟและไรขาว ทุก 7 วัน ตั้งแต่มังคุดเริ่มออกดอกจนติดผลและผลมีอายุประมาณ 8 สัปดาห์หรือมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางผล 2 เซนติเมตร เพื่อประเมินจำนวนและความเสียหายทางเศรษฐกิจดังนี้
    • เพลี้ยไฟ สำรวจตั้งแต่เริ่มออกดอก จนถึงระยะผลอายุ 8 สัปดาห์ โดยสุ่มสำรวจต้นมังคุดสวนละ 10 ต้นๆละ 10 ดอก โดยเคาะดอกหรือผลลงบนกระดาษหรือแผ่นพลาสติกสีขาว แล้วตรวจนับปริมาณเพลี้ยไฟบนกระดาษหรือแผ่นพลาสติก ความเสียหายระดับเศรษฐกิจคือ เท่ากับหรือมากกว่า1 ตัวต่อ 4 ดอกหรือ 4 ผล
    • ไรขาว สำรวจในระยะดอกบานจนถึงผลอ่อน อายุประมาณ 3 สัปดาห์โดยสุ่มสวนละ 10 ต้นๆละ 2 ดอกหรือผล โดยการเด็ดดอกหรือผลอ่อนมาตรวจนับไรขาว ซึ่งซ่อนตัวอยู่ใต้กลีบเลี้ยงโดยใช้กล้องขยาย ความเสียหายระดับเศรษฐกิจ คือมากกว่า 1 ตัวต่อดอกหรือผล

2. ป้องกันกำจัดแมลงและไรศัตรูระยะดอกและผล เมื่อสำรวจพบความเสียหายสูงถึงระดับเศรษฐกิจ ดังนี้

F เพลี้ยไฟ พ่นอิมิดาโคลพริด 10 % เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรหรือฟีโปรนิล 5% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตร หรือไซเพอร์เมทริน/โฟซาโลน6 .25% /22.5% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน 20 % เอสซี อัตรา 50 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร สลับกัน

    • ไรขาว พ่นอะมีทราช 20 % อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตร หรือ/กำมะถัน 80% ดับบลิวพี อัตรา 60 กรัมหรืออะบาแมคติน 1.8% อีซี อัตรา 25 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร
 
 
โดย นายสุชาติ จันทร์เหลือง
นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร 7ว
* รวมเรื่อง
 



ปรับปรุงเมื่อ 09-Mar-2011